วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

WEEK 3 : social network กับนักเรียนและสังคมไทย

       
   
        ปัจจุบันคนเราต้องพบเจอสิ่งต่างๆมากมายในชีวิตประจำวันอาจจะเหมือนหรือแตกต่างก็ขึ้นอยู่กับว่า เราเจอมากแค่ไหน  แต่มีสิ่งๆนึงที่เราเจอทุกวันก็คือ Social Network  เราเจอมันตลอดไม่ว่าจะเป็น เช้า เราตื่นมาก็ต้องเช็คเฟส สาย ไปทำงานไปเรียนก็เช็คอิน บ่าย ก็บ่น เย็นก็ไปเที่ยวตามประสา แต่ทว่า Social Network มีความหมายอย่างไร รู้จักคำนี้ดีแค่ไหน งั้นวันนี้ทางบล็อกเราจะพามาทำความรู้จัก Social Network ไปด้วยกันครับบบบบบบ.................................................................


           Social Network means ......................

        Social Network หมายถึง สังคมออนไลน์ที่จะช่วยให้คุณหาเพื่อนบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ง่ายๆ เราสามารถที่จะสร้างพื้นที่ส่วนตัวขึ้นมา และได้ทำความรู้จักกับเพือนหรือคนอื่นๆ และยังสามารถแนะนำตัวเองได้ ยังเป็นการที่ผู้คนสามารถทำความรู้จัก และเชื่อมโยงกันในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง หากเป็นเว็บไซต์ที่เรียกว่าเป็น เว็บ Social Network ก็คือเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกันนั่นเอง
       
        เว็บไซต์ Social Network เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเว็บที่สร้างขึ้นมาเพื่อการตอบสนองความต้องการในการติดต่อธุรกิจหรือหาเพื่อนบนโลกไซเบอร์ทั้งสิ้น ดังที่พบได้ในปัจจุบัน ซึ่งมีความนิยมเป็นอย่างมากในโลกของอินเทอร์เน็ต 




  หรือจะกล่าวคือ Social Network คือสังคมออนไลน์นั่นเอง




แล้วเราเคยคิดไหมว่าคนไทยใช้ Social Network มากแค่ไหน????

    เรามีคลิปให้ดูก่อนนะครับ
                                       
                                



     ช่วงบ่ายวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมามีงาน Thailand Zocial Awards 2014 จัดโดย Zocialinc เว็บไซต์วิเคราะห์สถิติต่างๆบนโลกออนไลน์ โดยภายในงานนี้นอกจากจะได้เห็นงานประกาศรางวัลของชาวออนไลน์สาขาต่างๆแล้ว ยังได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งาน Social Media ของคนไทยด้วย

        



ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ  จากโซเชียลอิงค์ (Zocial inc) ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถิติและพฤติกรรมการใช้งาน Social Network ของไทย ว่า ประเทศไทย ใช้ facebook มากเป็นอันดับ 9 ของโลก เท่ากับประเทศเยอรมนี โดยมีจำนวนผู้ใช้มากถึง 28 ล้านราย คิดเป็น 42% ของประชากรทั้งประเทศไทย  ส่วนอันดับ 1 ยังเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ที่ 180 ล้านราย




                   การเติบโตของผู้ใช้ Social Network ในไทยนั้น ปรากฎว่า

  • คนไทย ใช้ Facebook 28 ล้านราย   โตขึ้น  53%
  • คนไทยใช้ Instagram 1.7 ล้านราย โตขึ้น 13%
  • คนไทยใช้ twitter  4.5 ล้านราย


     



         การเติบโตของผู้ใช้ facebook ทั่วโลก เมื่อเทียบกับปี  2013 แล้ว facebook มีผู้ใช้เพิ่มขึ้น 9% ซึ่งปัจจุบันนี้ มีจำนวนผู้ใช้ facebook ทั่วโลกทั้งสิ้น 1,251 ล้านราย

หากเจาะไปที่ประเทศกลุ่มอาเซียน ปรากฎว่า ไทยมีผู้ใช้มากเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจาก ที่1 อินโดนีเซีย  และที่ 2 ฟิลิปปินส์  ที่น่าสนใจคือประเทศพม่า เพราะแม้พม่ามีผู้ใช้ facebook มากเป็นอันดับ 7 ของอาเซียน แต่พม่ามีอัตราการเติบโตผู้ใช้ Facebook สูงสุดในอาเซียน โดยสูงถึง 58%   โดยรวมแล้วผู้ใช้ facebook ในประเทศในกลุ่มอาเซียนมีประมาณ 170,740,000 ราย
                          ข้อมูลสถิติที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ Twitter

ประเทศไทยใช้ twitter มากเป็นอันดับ 17 ของโลก (4.5 ล้านราย) แต่คนไทยเกินกว่า 61% สมัคร แต่ไม่ได้ใช้ twitter


               ช่วงเวลาที่มีคนไทยทวิตมากสุด คือช่วงเวลา 3-4 ทุ่ม

               คนไทยทวิต 250,000 ราย ต่อวัน
               จำนวนที่ทวิตสูงสุด 800,000 คน ต่อวัน ในช่วงเกิดเหตุการณ์ใหญ่ๆ
               ผู้ใช้ twitter ส่วนใหญ่ เป็นเด็กวัยเรียน โดยเด็กชอบทวิต ผู้ใหญ่ชอบอ่าน
               โดยเฉพาะช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ วันหยุด หรือช่วงปิดเทอม จะมีปริมาณทวิตเพิ่มขึ้น

             พฤติกรรมคนใช้ Instagram ในประเทศไทย
               
               ในช่วงระหว่างปี 2012-2013 คนไทยใช้งาน Instagram เติบโตมาก ถึง 546% นับว่าเป็น social media ที่เติบโตสูงที่สุดเมื่อเทียวกับตัวอื่นๆ โดยในปี 2013 ที่ผ่านมา คนไทยโพสภาพขึ้น Instagram มากถึง 36,443,398 ภาพ  โดยเป็นวีดีโอ มากถึง 1,370,272 วีดีโอ ที่เหลือเป็นรูปภาพกว่า 96.24%

คนไทยโพสต์ภาพขึ้น Instagram มากขึ้น และนิยมถ่าย Selfie มากขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2013


             ช่วงเวลาที่คนทั่วไปอัพภาพขึ้น Instagram มากสุดคือ 5 ทุ่ม   ,
             ช่วงเวลาที่เหล่าดาราอัพภาพขึ้น Instagram มากสุดคือ 3 ทุ่ม และกลุ่มที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก อัพช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเช้า


              คนไทยส่วนใหญ่ใช้ Social Network ตัวไหนบ้าง? 

                อันดับ1 : ใช้ facebook อย่างเดียว  35%
                อันดับ 2 : ใช้ทั้ง facebook , twitter , Instagram 33%
                อันดับ 3 : ใช้ทั้ง facebook , Instagram 24%
                ทั้งนี้ คนไทยใช้ facebook มากถึง 97%
คนไทยแชร์อะไรเข้าไปใน facebook บ้าง ?
 อันดับ 1 Inatagram อันดับ 2 Youtube  อันดับ 3 twitter   โดยผู้ชายจะแชร์จาก twitter และ youtube ขึ้น facebook มากกว่าผู้หญิง และผู้หญิงมักจะแชร์ภาพ Instagram ไปยัง facebook มากกว่าผู้ชาย


ส่วนแบ่งการตลาดโซเชียลเน็ตเวิร์ก 10 อันดับ เดือนมีนาคม ปี 2556 มีดังนี้

1. Facebook 58.51% เติบโตลดลง

2. Youtube 24.15% เติบโตเพิ่มขึ้น

3. Twitter 1.72% เติบโตลดลง

4. Pinterest 1.14% เติบโตลดลง

5. Yahoo! Answers  1.04% เติบโตเพิ่มขึ้น

6. LinkedIn 0.89% เติบโตเพิ่มขึ้น

7. Google+ 0.79% เติบโตเพิ่มขึ้น

8. Tagged 0.51% เติบโตลดลง

9. Tumblr 0.42% เติบโตเพิ่มขึ้น

10. Instagram 0.36% เติบโตลดลง


ข้อดี - ข้อเสีย ของ Social Network


ข้อดีของ Social Network

- สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ในสิ่งที่สนใจร่วมกันได้

- เป็นคลังข้อมูลความรู้ขนาดย่อมเพราะเราสามารถเสนอและแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้ หรือตั้งคำถามในเรื่องต่างๆ เพื่อให้บุคคลอื่นที่สนใจหรือมีคำตอบได้ช่วยกันตอบ
ประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่น สะดวกและรวดเร็ว

- เป็นสื่อในการนำเสนอผลงานของตัวเอง เช่น งานเขียน รูปภาพ วีดิโอต่างๆ เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้ามารับชมและแสดงความคิดเห็น

- ใช้เป็นสื่อในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือบริการลูกค้าสำหรับบริษัทและองค์กรต่างๆ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า

- ช่วยสร้างผลงานและรายได้ให้แก่ผู้ใช้งาน เกิดการจ้างงานแบบใหม่ๆ ขึ้น

- คลายเคลียดได้สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหาเพื่อนคุยเล่นสนุกๆ

- สร้างความสัมพันธ์ที่ดีจากเพื่อนสู่เพื่อนได้





ข้อเสียของ Social Network

- เว็บไซต์ให้บริการบางแห่งอาจจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป หากผู้ใช้บริการไม่ระมัดระวังในการกรอกข้อมูล อาจถูกผู้ไม่หวังดีนำมาใช้ในทางเสียหาย หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้

- Social Network เป็นสังคมออนไลน์ที่กว้าง หากผู้ใช้รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือขาดวิจารณญาณ อาจโดนหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ต หรือการนัดเจอกันเพื่อจุดประสงค์ร้าย ตามที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์

- เป็นช่องทางในการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ขโมยผลงาน หรือถูกแอบอ้าง เพราะ Social Network Service เป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน รูปภาพต่างๆ ของเราให้บุคคลอื่นได้ดูและแสดงความคิดเห็น

- ข้อมูลที่ต้องกรอกเพื่อสมัครสมาชิกและแสดงบนเว็บไซต์ในรูปแบบ Social Network ยากแก่การตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ ดังนั้นอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่กำหนดอายุการสมัครสมาชิก หรือการถูกหลอกโดยบุคคลที่ไม่มีตัวตนได้

- ผู้ใช้ที่เล่น social  network และอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจสายตาเสียได้หรือบางคนอาจตาบอดได้      

- ถ้าผู้ใช้หมกหมุ่นอยู่กับ social  network มากเกินไปอาจทำให้เสียการเรียนหรือผลการเรียนตกต่ำลงได้

- จะทำให้เสียเวลาถ้าผู้ใช้ใช้อย่างไร้ประโยชน์  


ถึงอย่างไรก็ตาม  Social Networkมีทั้งคุณและโทษผู้ที่เล่นก็เล่นอย่างเป็นเวลาแบ่งเวลาให้เป็นประโชน์นะครับ



อ้างอิงจาก





วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

WEEK 1 : เทคโนโลยีกับชีวิตประจำวันของนักเรียน

เทคโนโลยีกับชีวิตประจำวันของนักเรียน

        ในยุคที่เทคโนโลยีต่างๆก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน อาจจะกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีนั้นเป็นปัจจัยที่ 5 ที่เพิ่มเข้ามาเลยก็ได้  แต่ในบางครั้งที่เราใช้เทคโนโลยีมากเกินไปทั้งๆที่เรายังขาดเข้าใจความหมายของเทคโนโลยีโดยถ่องแท้ และในวันนี้เราจะมาทำความเข้าใจดูกันว่าเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันของเรามีอะไรบ้าง

              แต่ก่อนเราจะไปดูบทบาทของเทคโนโลยีเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า เทคโนโลยี คืออะไร

             เทคโนโลยี (Technology) คือ การใช้ความรู้ เครื่องมือ ความคิด หลักการ เทคนิค ความรู้ ระเบียบวิธี กระบวนการตลอดจน ผลงานทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ่งประดิษฐ์และวิธีการ มาประยุกต์ใช้ในระบบงานเพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้ดียิ่ง ขึ้นและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานให้มีมากยิ่งขึ้น
ภาพจาก http://socialtht.blogspot.com/2011/01/blog-post_834.html

         ความสำคัญของเทคโนโลยี

          1.เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์

          2.เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา

          3.เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติ


         เมื่อเรารู้ความหมายและความสำคัญของเทคโนโลยีกันแล้ว เทคโนโลยีที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวันก็เข้ามาช่วยให้ชีวิตเรานั้นดีขึ้นหรือให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
         
          เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน
         
          1. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานสำนักงาน ปัจจุบันสำนักงานได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อให้งานในสำนักงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น กล่าวคือ ทำให้งานมีความสะดวกรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศที่นำมาใช้ในงานสำนักงาน ได้แก่ เครื่องพิมพ์ดีด อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์ เครื่องถ่ายเอกสาร ผลิตภัณฑ์เหล่านี้นำไปประยุกต์ใช้กับงานสำนักงานได้หลายลักษณะ
ภาพจาก http://mcpswis.mcp.ac.th/html_edu/cgi-bin/mcp/main_php/print_informed.php?id_count_inform=11419

         2. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมนำเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการเข้ามาช่วยในการจัดการระบบงานการผลิต การสั่งซื้อ การพัสดุการเงิน บุคลากร และงานด้านอื่น ๆ ในโรงงาน
           3. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานการเงินและการพาณิชย์ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบของเครื่องเบิกถอนเงินอัตโนมัติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการฝาก ถอน โอนเงิน และนำคอมพิวเตอร์ระบบออนไลน์และออฟไลน์เข้ามาช่วยในการทำงานประจำวันของธนาคารด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลของธนาคารต่างสาขา ต่างธนาคาร ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเบิก ถอน โอนเงินชำระเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้
ภาพจาก http://mcpswis.mcp.ac.th/html_edu/cgi-bin/mcp/main_php/print_informed.php?id_count_inform=11419
           4. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานด้านการสื่อสาร ได้แก่ การบริการโทรศัพท์วิทยุ โทรทัศน์ เคเบิลทีวี การค้นคืนสารสนเทศระบบออนไลน์ ดาวเทียม และโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอล

            5. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานด้านสาธารณสุข เช่น
        5.1 ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล ถูกนำมาใช้ในระบบงานเวชระเบียน ระบบข้อมูลยาการรักษาพยาบาล การคิดเงิน รวมทั้งการส่งเวชระเบียนผ่านระบบโทรคมนาคมที่อาจเรียกว่า โทรเวชได้
        5.2 ระบบสาธารณสุข เทคโนโลยีสารสนเทศถูกนำมาใช้ในการดูแลรักษาโรคระบาดในท้องถิ่น เช่น เมื่อมีผู้ป่วยโรคอหิวาตกโรคในหมู่บ้าน ซึ่งอาจกลายเป็นโรคระบาดได้
        5.3 ระบบผู้เชี่ยวชาญ เป็นระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการวินิจฉัยโรค เช่น ระบบ Mycinของมหาวิทยาลัยสแดนฟอร์ด โดยเริ่มมาใช้ในการวินิจฉัยโรคพืชและโรคสัตว์ ที่ใช้หลักการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ไว้โดยละเอียดแล้วใช้หลักปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยวิเคราะห์ เป็นแนวคิดในการทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เหมือนมนุษย์
ภาพจาก http://mcpswis.mcp.ac.th/html_edu/cgi-bin/mcp/main_php/print_informed.php?id_count_inform=11419


            6. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานด้านการฝึกอบรมการศึกษา ดังนี้
            6.1 การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) เป็นการนำเอาคำอธิบายบทเรียนมาบรรจุไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วนำบทเรียนนั้นมาแสดงแก่ผู้เรียน เมื่อผู้เรียนอ่านคำอธิบายเหล่านั้น คอมพิวเตอร์จะมีส่วนที่ใช้ทดสอบความเข้าใจของผู้เรียนด้วยว่าถูกต้องหรือไม่ หากเข้าใจไม่ถูกต้องคอมพิวเตอร์จะทำการอธิบายเนื้อหาเพิ่มเติมให้เข้าใจมากขึ้น แล้วถามซ้ำอีก

        6.2 การศึกษาทางไกล เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการจัดการศึกษาทางไกลมีหลายแบบตั้งแต่แบบง่าย ๆ เช่น การเรียนการสอนผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ออกอากาศให้ผู้เรียนศึกษาเอง ตามเวลาที่ออกอากาศ ไปจนถึงใช้ระบบแพร่ภาพการสอนผ่านดาวเทียม หรือการประยุกต์ใช้ระบบประชุมทางไกล โดยผู้สอนและผู้เรียนสามารถสื่อสารถึงกันได้ทันที่ เพื่อสอบถามข้อสงสัยหรืออธิบายคำสอน เพิ่มเติม

        6.3 เครือข่ายการศึกษา เป็นการจัดทำเครือข่ายการศึกษาเพื่อให้ครูอาจารย์และนักศึกษามีโอกาสใช้เครือข่ายเพื่อแสวงหาความรู้ที่มีอยู่มากมายในโลก และใช้บริการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ทาง การศึกษา เช่น บริการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Mail : E-mail) การเผยแพร่และค้นหาข้อมูลในระบบเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web)


ภาพจาก  
www.ncscsoft.com
      6.4 การใช้งานในห้องสมุด มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการดำเนินงานโดยมีเครือข่ายต่าง ๆ ที่ให้การส่งเสริมสนับสนุนในการให้บริการห้องสมุด การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในห้องสมุดให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริการยืม คืน การค้นหาหนังสือ วารสาร สิ่งพิมพ์ หรือการค้นหาข้อมูลที่ต้องการทำได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมาก
     
     6.5 การใช้งานในห้องปฏิบัติการ มีการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการทำงานในห้องปฏิบัติการร่วมกับอุปกรณ์เครื่องมืออื่น ๆ เช่น การจำลองแบบ การออกแบบวงจรไฟฟ้า การ ควบคุม การทดลอง

         6.6 การใช้ในงานประจำและงานบริหาร เช่น การจัดทำทะเบียนประวัติของนักเรียน นักศึกษา การเลือกวิชาเรียน การลงทะเบียนเรียน การแสดงผลการเรียน การแนะแนวอาชีพ การแนะแนวการศึกษาต่อ การเก็บข้อมูลผู้ปกครองหรือข้อมูลครู ซึ่งทำให้ครูอาจารย์สามารถติดตามและดูแล นักเรียนได้ใกล้ชิดมากขึ้น รวมทั้งครูอาจารย์สามารถพัฒนาตนเองได้สูงขึ้น




                จากตัวอย่างข้างต้นจะแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีมีประโยชน์มากไม่แค่กับนักเรียนเองแต่ยังเป็นประโยชน์แก่ทุกคน ทุกวัย ทุกเพศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ทอม ดี้ เชอรี่ อดัม ไบ โบท 5555+ ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะมีประโยชน์มาก เราก็ต้องใช้เทคโนโลยีนั้นให้ถูกไม่ใช้ไปในทางที่ผิดนะครับ    และไม่แน่ในอนาคตเราอาจจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่เราไม่ต้องทำอะไรเองเลยก็เป็นได้. . . . . . .


        สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ
- http://mcpswis.mcp.ac.th/html_edu/cgi-bin/mcp/main_php/print_informed.php?id_count_inform=11419
- http://www.com5dow.com/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%8C-it/2223-%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.html

         ที่ให้ข้อมูล เป็นข้อมูลที่น่าอ่านและสามารถนำไปเป็นเกร็ดความรู้ได้มากเลยครับ